"รักษาระยะห่าง" เท่าไรถึงจะปลอดภัยจาก "ละอองฝอยน้ำลาย" ในที่สาธารณะ

"รักษาระยะห่าง" เท่าไรถึงจะปลอดภัยจาก "ละอองฝอยน้ำลาย" ในที่สาธารณะ

"รักษาระยะห่าง" เท่าไรถึงจะปลอดภัยจาก "ละอองฝอยน้ำลาย" ในที่สาธารณะ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นอกจากฟิตเนสจะเป็นสถานที่สุดฮิตของคนที่รักการออกกำลังกายแล้ว “สวนสาธารณะ” ก็เป็นสวรรค์ของคนรักสุขภาพด้วยเช่นกัน เห็นได้จากความคึกคักและปริมาณผู้คนที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีมาตรการผ่อนปรนเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ในบ้านเราจะคลายความกังวลไปได้มากแล้ว แต่ก็ยังประมาทไม่ได้เช่นกัน เพราะหากสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อเพียงคนเดียว ก็จะทำให้ผู้ใกล้ชิดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไปด้วย ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่างระหว่างกัน 

ก่อนหน้านี้ Tonkit360 เคยมี ข้อแนะนำ “เดิน วิ่ง ปั่น” อย่างไรให้ปลอดโรค กันไปแล้วว่าควรเว้นระยะห่างเท่าไหร่จึงจะปลอดภ้ย เพราะในระหว่างที่ทำกิจกรรรมต่างๆ เหล่านี้ หากมีใครไอหรือจามขึ้นมา ละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลาย อาจจะลอยมาสัมผัสร่างกายและเสื้อผ้าของเราได้ 

ที่สำคัญ สวนสาธารณะยังเป็นจุดนัดพบของผู้สูงวัยที่ชอบมาออกกำลังกาย รวมถึงครอบครัวที่ชอบมานั่งปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น  

ล่าสุด ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of Nicosia ในไซปรัส อาจทำให้หลายคนต้องใส่ใจกันมากขึ้น เมื่อพบว่าการเว้นระยะห่าง 2 เมตร ตามที่รณรงค์กันเรื่อง Social Distancing นั้น อาจไม่เพียงพอเมื่ออยู่ในสถานที่โล่งแจ้งที่มีลมพัดผ่านเบาๆ  

โดยผลการศึกษาดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Physics of Fluid ระบุว่า แค่ความเร็วลมปกติที่พัดประมาณ 3 เมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถทำให้ละอองน้ำมูก, น้ำลาย ลอยละล่องได้ไกลถึง 18 ฟุต หรือเกือบ ๆ 6 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 2 วินาที ซึ่งการไอเพียงครั้งเดียวจะมีละอองฝอยมากถึง 3,000 หยด แต่ถ้าจามออกมาจะพ่นละอองฝอยออกมาได้มากถึง 40,000 หยดเลยทีเดียว

ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆ ในกรณีที่ต้องอยู่ใกล้คนไอหรือจามนั้น หนีไม่พ้นคนตัวเล็ก และเด็กๆ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสรับละอองฝอยได้มากกว่าคนตัวสูงนั่นเอง เพราะฉะนั้น ใครที่คิดจะมาพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะก็อาจจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องระยะห่างระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคนอกบ้าน และกลับไปแพร่เชื้อต่อให้คนที่บ้านโดยไม่รู้ตัว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook